บทเรียนจาก หนังสือ ใช้ความสุขทำกำไร

10334462_785922018087428_4509607104648141560_n

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Tony Hsieh เจ้าของ Zappos.com ที่เริ่มต้นขายของออนไลน์ ผ่านอินเตอร์เน็ตแบบเจ้าของธุรกิจ หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่อ่านได้ไม่เบื่อ เขามีทุนจำนวนหนึ่งจากการขายเว็บให้กับ Microsoft  แล้วก็มีเพื่อนเชิญให้ร่วมทำธุรกิจ  เงินจำนวนมหาศาลที่เขาแบ่งๆกันแล้วเพื่อนเริ่มต้นทำธุรกิจแบบใหม่ในความเชื่อที่ว่า การขายรองเท้านั้นมีส่วนแบ่งตลาดมากมาย

แน่นอนเขามีเงินส่วนหนึ่งแต่สิ่งที่เราเริ่มกลับเป็นเรื่อง Stock สินค้าหรือ ทำ Drop shipping ดี
Drop shipping คือไม่ต้องมีสินค้าในรูปแบบตัวแทน ถ้าลองนึกว่าคนที่มีทุนขนาดนั้นทำไมต้องทำ Drop shipping อันนี้ผมก็ตีไม่แตกเหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะต้องใช้เงินมหาศาล

นั่นก็แสดงว่า ขายของออนไลน์สามารถทำได้ โดย
-ไม่ต้องมีของก็ขายได้ (กำไรแบ่งกันอีกที)-กับพ่อค้าคนกลาง สำหรับคนทุนน้อย (กำไรเหลือน้อย)
-สต๊อกสินค้า (กำไรเยอะ) กับผู้ค้าโดยตรง ไม่ผ่านคนกลาง

กรณีของ Zappos  ติดต่อกับผู้ผลิตโดยตรง ถ้าคิดถึงบ้านเราก็เหมือนร้านนาซ่าโฟน ที่มาบุญครอง

แต่ Tony ก็พบปัญหาว่าสินค้าที่ทำ Drop shipping  ส่วนใหญ่บริษัทไม่ให้ความร่วมมือ เขาเลยปรึกษากับเพื่อนว่าจะแก้ปัญหานี่ยังไง เพื่อนเขาบอกว่า สินค้าที่ขายดีๆ มักจะถูกขายโดยเจ้าของสินค้า Keyword ที่สำคัญจริงๆ คือต้อง Stock สินค้ารุ่นใหม่ที่ขายดี ซึ่งแน่นอนมันเป็นการตัดสินใจ ที่ยุากมาก เพราะต้องระดมเงินเพิ่ม และหาแหล่งเงินกู้ ขายอสังหาริมทรัพย์ที่ตัวเองมี เพื่อทำธุรกิจ

ปรากฏว่ายอดขายของเว็บเขาพุ่งขึ้นอย่างมากจากการขายของ Stock และมีผู้สนใจให้เงินสนับสนุนต่อมา ผมเชื่อนะว่าการ Stock นั้นทำเงินได้จริง รวมถึงการขอเครดิตในการจ่ายเงินด้วย  แต่ถ้าจะเริ่มต้นแบบโทนี่ ทำได้ยากจริงๆ เพราะใช้ทุนเยอะ แต่ผมเชื่อว่านั่นแหละทำให้ขายดี  แน่นอนเขาไม่ได้ ทำ Stock อย่างเดียว แต่เขาเริ่มลดสัดส่วน Drop Shipping ลงไปเรื่อยๆ

รวมทั้งนโยบายของ Zappos นั้นยังเน้นส่งสินค้าอย่างรวดเร็วอีกด้วย ลงทุนย้ายไปอยู่ใกล้สนามบิน นั่นคือจุดแข็งของทางธุรกิจที่เราสามารถสร้างขึ้นมา เป็นจุดขายอีกด้วย การจัดส่งฟรีอีก รวมทั้งการคืนสินค้า ผมว่าการเรียนรู้ธุรกิจจาก คนที่้ประสบความสำเร็จก็มีอะไรน่าทึ่งอีกเยอะเลย …
ดูเพจเราที่เริ่มต้นธุรกิจ แบบเจ้านายตัวเองได้ที่นี่

กฏข้อแรกของการขายออนไลน์ อย่าหมิ่นเงินน้อย

64963_753699754642988_1583953785_n

ผมไม่รู้ว่าคุณเจ๋งมาจากไหน แต่เมื่อเริ่มมาขายของ งานแรกที่คุณต้องเริ่มต้นทำคือ หาลูกค้า ส่วนความรู้ขั้นสูงก็เอาไว้ใช้เมื่อมีฐานลูกค้าหลักพันแล้วเท่านั้น จะ 1-100 คุณเองก็ต้องเริ่มมีลูกค้ารายแรก แต่นอนลูกค้ารายแรก ย่อมไม่หวังกำไรอะไรมากมาย แต่เป็นการมองประสบการณ์ที่ดีในการซื้อสินค้ากับเรา ด้วยความอดทน  บางมีผมเองก็ยอมขับรถไกลๆ เพื่อไปส่งของกำไรไม่กี่ร้อย เพื่อหาลูกค้า

กฏของการขายของต่างประเทศกับไทยนั่นต่างกัน ยิ่งคุณเป็น Nobody (ไอ้นี่ใครวะ)  แล้วอีกด้วยย่อมต่างกัน ต่างประเทศซื้อขายกันง่ายเนื่องจากเว็บไซต์ เขามีชื่อเสียง ส่วนเราก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร ดังนั้นเป็นการดีอย่างยิ่งที่เราจะเริ่มสร้างมันขึ้นมา เสียดายผมเริ่มต้นช้าไปหน่อย แต่ยังไม่แก่นะ

ผมตัดสินใจอ่านหนังสือที่ผมสนใจอย่างแรกคือ เรื่องของการจัดการ การสร้างความประทับใจ เพื่อปิดช่องโหว่ที่เราอาจจะทำไม่รู้ตัว เหมือนคนที่ชอบนั่งกระดิกขา นั่นแหละ ถ้าไม่มีคนเอามือมาจับ คุณก็ไม่รู้ตัว อ้าวเผลอทำไปเสียแล้ว

ผมเริ่มขายสินค้าหลักร้อย จนไปถึงหลักพัน จนแตะเข้าไปสินค้าชิ้นละหลายหมื่น ผมเริ่มต้นด้วยสินค้าหลักร้อยแทบทั้งนั้น โดยการขายสินค้าหลักร้อยให้ลูกค้าแล้วจัดส่งให้เรียบร้อย และจัดส่งให้เรียบร้อย
หลังจากนั้นลูกค้ารายเดิม ก็กลับมาซื้อด้วยเงินหลักพัน และผมก็ได้แจ้งว่า งวดนี้โอนเงินมาก่อนนะครับ นั่นเป็นสิ่งที่ลูกค้าเริ่มคิดว่า จะได้สินค้าหรือไม่

หลังจากนั้นลูกค้าก็โอนเงินมาหลักพัน และได้รับสินค้าเช่นเคย จนสามารถโอนเงินหลักหมื่น ปัจจุบันนี้แทบจะฝากเงินให้ซื้อสินค้าด้วยซ้ำ  ทุกอย่างที่ผูกกันล้วนเริ่ม จากเงินหลักร้อย ส่วนเงินหมื่นจะตามมาหลังจากทำให้เขาวางใจ

ความต่างของการขายของออนไลน์ของไทย และของต่างประเทศคือ ความเชื่อมั่น ถ้าผมจะบอกว่าผมมีจุดแข็งข้อนี้ก็คงไม่แปลก เพราะผมเก็บทุกประวัติการขายไว้ที่นี่  จนวันหนึ่งมันมากพอ
คุณเองไม่ต้องขายของหลักร้อยอีกแล้ว เริ่มต้นที่หลักพัน หลักหมื่นไปเลย จุดเริ่มต้น… มันต้องมีกันทุกคน สุดท้ายก็หวังว่าบทความนี้จะทำให้คุณคิดอะไรดีๆ สำหรับการสร้างธุรกิจของคุณได้บ้าง
อย่าเริ่มต้นธุรกิจ ด้วยการสร้างผลกำไรมหาศาล ให้เริ่มต้นค่อยเป็นค่อยไป…

4 หมื่น Like และประสบการณ์เป็นเจ้าของธุรกิจ

10398076_310358239128958_5020984263919741384_n

ไม่ใด้มาเขียนที่นี่เสียนาน เพราะต้องทำงานตัวเอง แต่ยังคิดถึงหน้าเก่าๆ ที่ตัวเองเคยเขียนมา เกือบ 10 ปี วันนี้มีโอกาสเลยได้มาแบ่งปันประสบการณ์จารึกเอาไว้ ให้ได้อ่านกัน ในการทำธุรกิจระยะยาวนั้น ไม่ต้องมากหมายถึงไม่ต้องใช้จำนวนมาก เช่นเว็บเยอะ แต่เป็นการค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งกลับมาดูสิ่งที่ตัวเองทำนั่น ยอมรับว่า เป็นความชอบคนละแบบ และก็ภูมิใจมากกว่า

ปัจจุบันผมเองทำธุรกิจส่วนตัวที่เกี่ยวกับการขายของออนไลน์เหมือนเดิม แต่ไม่ได้ขายเอาค่าคอม แต่ขายเอากำไร ซึ่งราคากำหนดได้ ในราคาที่พอใจขาย ใครไม่ซื้อก็หาคนอื่นซื้อ สิ่งแรกที่สนใจคือ Drop shipping นี่แหละ จนมาเจอหนังสือของ Tony Hsieh ชื่อหนังสือ ใช้ความสุขทำกำไร (Delivering Happiness)  เจ้าของ Zappos เขาสอนหลายอย่างนะใครมีโอกาสก็หามาอ่าน นั่นเขียนจากประสบการณ์ของผู้ประกอบการจริงๆ  ยอมรับว่าเป็นหนังสือที่ยอดเยี่ยมมาก

รวมถึงผมยังอ่านหนังสืออีก 10 กว่าเล่มที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการ ไม่เคยมีครั้งไหนที่ผมคิดว่าหนังสือจะถูกขนาดนี้ เมื่อก่อนหนังสือผมแทบไม่อ่านเลย ถามว่าทำไมต้องอ่าน ผมเองก็บอกได้คำเดียวว่า มันช่วยให้เราปิดจุดบอดที่เราเผลอทำไปโดยไม่รู้ตัว บางอย่างผมก็พบว่ากำลังทำอยู่

เหมือนครั้งหนึ่งผมเคยแจกคูปองลดราคา หนังสือเขาก็บอกว่า ที่ไหนๆ ก็แจก เออ นั่นสิ นั่นเป็นเป็นสิ่งที่ผมเผลอทำลงไป จริงๆการแจก การลด ก็ไม่ทำให้ยอดขายเพิ่มเท่าไหร่หรอก หนังสือมันสอนว่า ขายสิ่งที่ใช่ในเวลาที่ใช่   ผมอ่านหมดและรวมถึงการขายสินค้า นำเสนอแบบไหน แล้วปิดการขายยังได้

รวมถึงประสบการณ์ทำธุรกิจตัวเองนี่แหละ ที่สอนตัวเองดีที่สุด จะว่าไปแล้ว Social Medias นี่แหละที่สอนตัวเอง เพราะ FeedBack มันจะกลับมาเร็วมาก ชนิดที่เรียกว่าถามมา ตอบไป และเก็บข้อมูล ถ้าพูดถึงการขายสินค้าของ amazon เราเองก็มีประสบการณ์ระดับหนึ่ง จนมาถึงวันนี้ ก็เป็นประสบการณ์อีกแบบ  การเป็นเจ้าของธุรกิจ มันก็คงเป็นความฝันของใครหลายๆคน เหมือนกับที่ ผู้ร่วมก่อตั้ง Zappos นั้นลองทำธุรกิจเพราะอยากจะรู้ว่ารองเท้ามันขายออนไลน์ได้ใหม

จนวันหนึ่งผมก็คิดเช่นนั้น ว่าเราขายของในไทย ออนไลน์นี่มันจะมีคนซื้อกับเราใหมเหมือนกัน
คุณสามารถเข้าเยี่ยมชม แฟนเพจที่ขายสินค้าของเราได้ที่นี่ และเรียนรู้ประสบการณ์ด้วยกัน …

เมื่อวันที่ Google หมดความจำเป็นสำหรับผม

ไม่น่าเชื่อว่าต้องมาเขียนเรื่องแบบนี้ เพราะ จริงๆ Google มันก็ไม่สำคัญตั้งแต่แรกแล้ว สำหรับธุรกิจ แต่สำหรับผม มันดันข้ามขั้น ยกตัวอย่างเช่น

>>  เจ้าของ ร้านชำ ไม่ต้องการ Google ในการทำธุรกิจ หาลูกค้า แต่ผมกลับต้องการ Google เขียนสมการ ออกมาได้ดังนี้

>> ผมต้องการ Google >> Real Connection >> ผมไม่ต้องการ Google แต่มันเป็นช่วงเวลาที่ต่างกันของเจ้าของร้านชำ  สรุปคือผมต้องการช่วงหนึ่ง แต่ตอนนี้เน้น Connection อย่างเดียว ผมมีลูกค้าจาก Google น้อยมาก แต่ส่วนใหญ่จะเข้ามาอย่าง งงๆๆๆๆๆ อะไรของมันวะ

แต่กลุ่มลูกค้าของผม จริงๆ คือลูกค้าที่รู้ความเป็นไป และเข้าใจความเป็นไปของ เพจ แน่นอนผมกำลังพูดถึง  แฟนเพจ “””  มีแฟนเพจแล้วไม่ต้องการ Google แล้วจริงหรือ มันอาจจะไม่ครอบคลุมทั้งหมด มันอยู่ที่เราจะเลือก media แบบไหนบ้าง มา support กับธุรกิจของเรา

จริงๆ คนที่อ่านก็มีทั้งคนงง และ ไม่งง ถ้ามาอ่านบล็อกนี้ก็จะงง เหมือนผมบอกคุณคือลูกค้าที่เข้ามาจาก Google แต่ถ้าคุณตามผมที่ Facebook ที่ Redtorian บ้าง ก็จะเข้าใจได้ไม่ยาก แล้วพบกันใหม่ครบ

ยอดขายเกือบ 1 ล้านใน 1 เดือน

สวัสดีครับเพื่อนๆชาว redtorian ทุกท่านหายไประยะหนึ่งกับการทำธุรกิจที่ไทย ผมจะเล่าให้ฟังคร่าวๆ เผื่อมีประโยชน์กับเพื่อนๆที่กำลังหาเงินออนไลน์ จริงๆผมก็อยู่แถวๆนี้แหละครับ ก็ซุ่มๆอยู่ ก่อนอื่นผมต้องบอกเลยว่า ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยงงกับชีวิต ในความหมายคือ ทำอะไรมีเป้าหมายตลอด และมักจะซุกทริกไว้เสมอ

ผมไม่เคยมาแต่ตัวนะ แต่ผมจะพกความรู้ความทรงจำ รวมถึงการประยุกต์ในเรื่องของโลกออนไลน์ติดตัวไปเสมอ ผมรู้ว่าอะไรทำเงินได้ทำเงินไม่ใด้  โจทย์ข้อแรกของผม

” ถ้าเราอยู่ในกฏเขา เขาเป็นคนคุมกฏ ถ้าเขาอยู่ในกฏของเรา เราเป็นคนคุมกฏ”  ทุกวันนี้ เพื่อนๆลองถามตัวเองดูสิว่า ท่านขาย Amazon ใครเป็นคนคุมกฏ คำตอบง่ายๆคือ Amazon ถ้าวันหนึ่งท่านเป็นเจ้าของร้านค้าอย่าง Amazon ใครเป็นคนคุมกฏ คำตอบคือคุณเอง… จะดีแค่ไหนถ้าคุณบอกว่าสินค้านี้ขายกี่บาท สินค้านี่ให้ค่าคอมเท่าไหร่ ลดเท่าไหร่ นั่นคือสิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวผม

IMG_0086

ยอดเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 9 แสนบาท ใน 1 เดือนของการทำธุรกิจที่ไทย 

ผมเริ่มคิดว่าจะประยุกต์สิ่งที่สะสมมาอย่างไร การขายสินค้าออนไลน์ ประสบการณ์จากเมืองนอก เข้ามาตีกรอบที่แคบยิ่งกว่าที่เมืองไทย ผมได้แต่หัวเราะว่า เฮ้ย เมืองนอกยังตีแตกมาแล้ว ถ้าเมืองไทย ไม่ต้องคิด พกมาแต่ความมั่นใจ อาจจะมีผิดหวังบ้าง ยิ้มบ้าง แล้วแต่ช่วงเวลา และที่แน่นอนคือ น้อยคนที่ทำมาหากินเมืองนอก แล้วจะมีประสบการณ์  มันมวยคนละสนาม

สิ่งที่ผมได้เปรียบคือ ผมได้เปรียบแม่ค้าพ่อค้า (บางท่าน) ที่เมืองไทย อาจจะเป็นมุมมองการค้าขาย การประยุกต์ การจัดส่ง การกระจายสินค้า การหาสินค้าที่ราคาดี และที่สำคัญ ผมมีเวลา ไม่ต้องไปนั่งเฝ้าร้านค้าเหมือนท่านอื่นๆ

johnredtor

ผมระดมทุกประสบการณ์ที่มี นำสินค้าเหล่านั้นมาขายต่อ ในแบบฉบับของผม และหักคอมมิสชั่น และสร้าง Brand ของตัวเอง ผมประยุกต์ประสบการณ์ การเขียนบล็อก การเล่นกับอารมณ์ จนผมมีตัวตนจริงๆ ที่คุณสัมผัสได้ เมื่อพูดถึง John Redtor คุณก็จะนึกถึงใครคนหนึ่ง

จนวันนี้ที่มีเงินเข้าบัญชีกว่า 1 ล้านบาท ในการขายของออนไลน์ในเมืองไทย และ ผมเองเป็นผู้คุมกฏ จนถึงสามารถต่อรองสินค้าได้  ถ้าใครเห็นผมเดินเข้าร้าน ก็จะยิ้ม ฮั่นแน่เงินมาอีกแล้ว  ของพวกนี้มันต้องสั่งสมประการณ์ไม่น้อยทีเดียว

ผมบอกได้เลยว่ายอดขายหลักล้านมาจาก Social Network และยังคงทำเงินต่อเนื่อง ถ้าคุณมีสินค้าที่มีคุณภาพและราคาดี โดยคุณสามารถเอาตัวเองการันตีได้ว่า ผมลองแล้วครับเจ๋ง  ก้าวต่อไปคือการสร้างทีมขายที่แข็งแกร่ง ในเงื่อนไขที่คุณเป็นผู้คุมกฏ และรักษามาตรฐาน อย่ามองแต่ตลาดเมืองนอกอย่างเดียวครับ ตลาดไทยก็สามารถทำเงินได้หลักล้าน ผมอาจจะกระโดดเข้าหลัก 10 ล้านก็ได้
ในอนาคต พยายามดึงในสิ่งที่เราเรียนรู้มาตลอดในช่วง 7-8 ปี ถ้าเอาเมืองนอกอยู่ เมืองไทยก็ไม่ยากครับ ขอให้รู้จักเอาบทเรียน รูปแบบการจูงใจ  เรียนรู้จาก Amazon ก็ได้ แล้วเอามาปรับใช้ ..
ขอให้โชคดีร่ำรวยครับ

Causal Links ของ Viglink แบบสแกน Keyword

ด้วยความที่มันเป็น Java ครอบ  ตัวของ Viglink เองจึงสามารถสร้าง โฆษณาขึ้นมาได้เองครับ ตอนแรกผมก็สงสัยว่า Code ลิงค์มาจากไหน แน่นอนมันจะมีลิงค์แปลกๆ หลังจากที่ติด java ของมันลงไปแล้ว ส่วนข้อดีของมันคือมันกระจายลิงค์ไปยัง ร้านอื่นๆที่เป็น Merchant ของ Viglink ครับ ถือว่าเขาทำได้สมบูรณ์เลยทีเดียว อาจจะเป็นข้อดีของการใช้ Java ก็เป็นได้ครับ คิดถึง Plugin ของ WordPress ที่ใช้สร้าง Link อัตโนมัติครับ ตัวนี้ไม่ได้ใช้มานานแล้ว

ลิงค์แบบ Causal Links ค่อนข้างที่จะกลมกลืนครับ ส่วน Keyword แล้วแต่จำนวนครับ ที่มันแสดงขึ้นมา บางทีก็ขึ้น บางทีขึ้น สองสามจุดเลยก็มี  จะว่าไปแล้ว ลิงค์แบบนี้ก็ทำหลอนดีครับ เพราะคิดว่าหลงไปใส่ลิงค์ตอนไหน แต่เมื่อเข้าใจว่ามันคือการ สแกนน่าเว็บเพจก็กลับชอบใจเสียอีกครับ เพราะว่าลิงค์ที่สร้างขึ้นนั้นติด api ของ Viglink ไปด้วยครับ

ฝัง Code Viglink ลงไปใน theme เถอะครับ จะได้ไม่เป็นปัญหา

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้ผมจะมาเขียนเรื่อง Viglink ต่อนะครับ ผมว่ากรณีของการใช้ Plugin ลงไปใน WordPress นั้น สามารถทำได้ในระดับ WordPress 1 ตัวนะครับ แต่เมื่อใดที่ผมต้องการลงแบบ Multisite ผมจะมีความกังวลมากระดับ 1 ครับว่ามันจะคิดลิงค์ของเรามาหรือเปล่าครับ ดังนั้นการฝัง Code ลงใน theme จึงเป็นทางเลือกทีดีครับ

การจัดการ Viglink นอกจากจะติด Disclose VigLink แล้ว ยังต้องติด amazon disclaimer ถือว่าเป็นก้อนข้อมูลชุดเดียวกันครับ ดังนั้นการฝัง Code จอห์นจึงแยกเป็นสองส่วนครับ ส่วนแรกคือ Java ครับ ให้แก้ ไฟล์ header.php กรณีนำไปใช้ กับ WordPress Multisite เพื่อให้ไฟล์ทุกไฟล์ที่ออกมานั้น ติดลิงค์ไปด้วยครับ กรณีที่ สองคือการแก้ Sidebar.php  หรือ footer.php ครับ 

ไฟล์ใดไฟล์หนึ่งครับ อย่างที่ทราบกันดี Multisite จะเรียก  theme การฝังแบบนี้จะช่วยให้เราไม่ลืมนะครับว่าลง Plugine แล้วหรือยัง วิธีนี้ชัวร์ครับ กลัวลืม ถ้าไม่มี Blog wordpress เยอะเกินไปนะครับ กลัวเหลือเกินว่าจะขาย Free ครับ

กรณีที่เราลง viglink สำเร็จนะครับ แม้ Status Bar จะแสดงลิงค์ไปยัง Amazon ปกติ แต่ว่าเมื่อ properties ดูแล้วจะพบว่าลิงค์นั้นถึงลิงค์ผ่าน Viglink ดูแลล้วครับ แต่ว่าใน Status Bar ยังแสดงลิงค์ไปยัง amazon ปกติครับ

กรณีที่มีบล็อกเยอะๆ ผมว่าฝัง Code ลงไปเลยน่าจะกันพลาดมากกว่าครับ บางทีเราอาจจะลืม เพราะมันมองไม่ค่อยออกจนกว่าจะ Link  properties ครับ  สมัคร Vigink  ที่นี่

ฝากข่าวหน่อยนะครับ จอห์นจะ สอน Viglink Amazon สำหรับ Black Friday คือไม่ต้องเสี่ยงกับ Amazon แบน โดยตรง เน้น amazon เป็นหลักก่อนขยับเนื้อหาไปร้านอ่านครับ  สามารถเข้าร่วมได้ที่ Super Viglink นี่ครับ

อธิบายการทำ Viglink ใน 1 ภาพ “Viglink คือครอบ”

มองยากนะถ้ามองไม่ ออก จริงเราไม่รู้หรอกว่า ร้านไหนขาย affiliate แต่สำหรับคนทำจะดูออกครับ เพราะว่า Viglink มีร้านค้าภายในกว่า 30,000 ร้าน แต่ผมสามารถอธิบายสั้นๆ ได้ครับว่ามันคือการ ครอบด้วย Java Script  (สีฟ้า ) คือคลุมทั้ง Site เลย หลังจากนั้นก็ลิงค์ออกไปร้านค้า (Merchant)เหล่านั้นปกติ คือลิงค์ ไม่ต้องติด Tracking id เลยครับ ลิงค์เนียนดีครับ

การเอา java มาครอบนั้น Viglink จะเข้าใจได้เลยครับว่าเว็บนี้กำลังขายสินค้าของ Merchant ผ่าน ID เราอยุ่ อย่างเราทำ WordPress ก็ไปหา Plugin ของ Viglink มาครอบ  ไอ้ปลักอินที่ว่ามันก็คือ Java นั่นแหละครับ

เราไม่ต้องลงทั้ง Plugin ทั้ง Java นะครับ เลือกเอาสักอย่าง ที่สำคัญคือต้อง Check your Installation ตรวจสอบครับ ในเว็บมีให้ตรวจสอบครับ

หรือถ้าคุณสามารถฝัง Java  ใน WordPress เองได้คุณเองก็ไม่ต้องลง Plugin ครับ แค่นั้นเอง หลังจากนั้นก็เอาเว็บมาเช็คครับ ถ้าได้ฝัง Java เข้าไป Check your Installation คือตรวจสอบว่าเว็บนี้ได้ติดตั้ง Java ไปหรือยังครับ  คุณสามารถเริ่มต้น สมัคร Vigink  และติดตามอ่านบทความเกี่ยวกับ Viglink ได้ที่ redtor.com เร็วๆนี้คับ

E-book import Clickbank 2 WordPress

วันนี้จอห์นมี e-book เทคนิกสำหรับ การ import Clickbank  ไปยัง WordPress มานำเสนอครับ เทคนิกง่ายๆ ใครก็สามารถทำได้ เทคนิกนี้ถูกทดสอบแล้วครับ ว่าสามารถ Index และทำอันดับ
wordpress

จอห์นทดสอบใน Subdomain ครับ ในเว็บตัวเอง สามารถ Import ได้ถึง 1 หมื่นสินค้าครับในเวลาไม่ถึง 5 นาที วิธีการคือการ import สินค้าของ Clickbank ครับแล้วนำเข้ามาที่ WordPress เจ้าของ Script ที่ทำ SEO ได้ดีครับ และสามารถปรับ Permalink  และเปลี่ยน theme ได้อย่างง่ายดาย
โดเมนที่ทดสอบคือ http://myebook.redtor.com/  ตัวอย่างของการ import อย่างง่ายๆ ผล index
ระดับ 2 ล้านก็สามารถทำอันดับได้ครับ

cb

ทดสอบ import โดเมนที่ สอง

dum

พร้อมรับสินค้าจาก Clickbank ล่าสุดนะครับใน List นะครับ E-book เล่มนี้จะเขียนรวมถึงการปรับแต่ง WordPress เพื่อ SEO ด้วยนะครับ และจัดส่งทาง E-mail  วันที่ 5 กันยายนนี้ครับ
มีเล่มนี้ Clickbank สำหรับ WordPress ก็อยู่หมัดเลยครับ

ชำระเงิน 500 บาท ที่ ธนาคาร กสิกรไทย 005-2-80545-7 ชื่อบัญชี MR.SINGE CORPCAM แจ้ง sms e-mail มาที่ 0875545558  แจ้ง e-mail มาทาง Facebook  https://www.facebook.com/redtorian

 

ปีที่ 34 เมื่อตะกี้นี่เอง …

1175635_647418095271155_740394589_n

เอาจริงๆนะ ผมชอบอุบลมากว่านะ แต่ไหงผมมาติดอยู่กรุงเทพแล้วตั้ง 12 ปีแล้ว
มันเป็นเหตุผลของความรักละมั้ง ที่ทำให้ผมติดอยู่ที่ 555 อยากขำ ..  วันนี้ผมครบรอบ 34 ปีแล้ว แต่ผมก็ไม่ได้ดูแย่ขนาดนั้นนะ จริงๆ ยังดูดีสงสัยเพราะไม่ได้อ้วนเหมือนเมื่อก่อน และก็ดูแลตัวเองมากขึ้นอย่างน้อยผมก็ตัดผม แหละ

เคยมีคอมเม้นท์หนึ่งนะบอกผมว่า ไอ้อ้วน ลดไปเหอะ ยังไงก็ไม่ลง … จนวันนี้ ผมว่าผมน่าจะหล่อ กว่าคนเม้นท์คนนั้นนะ เขาอาจจะปลวกก็ได้…

968850_633678416645123_1095976301_n

สำหรับผมแล้ว การจะมีอายุเยอะ แต่ถนอมความคิดแบบเด็กๆ มันก็สามารถเดินไปได้เรื่อยๆแหละ ผมใช้ความคิดแบบเด็กๆ ออกเกรียนพอมีเสน่ห์ แต่ผมไม่เคยหยายคายนะ ผมว่าหยาบคายมันไม่มี Class คือเอาสก๊อยเอาอะไรก็ได้มาเขียน .. ผมพยายามเขียนให้มีรสนิยม รสนิยมแบบไหน ก็รสที่ผมนิยมเองนี่แหละ … ปีที่ 34 แล้ว ..แปบๆ