ว่าด้วยเรื่อง ความรวยกับคนรวย ภาค 02

ผมมีเวลาประมาน 30 นาทีก่อนทำงานอีกครั้งเลยถือโอกาสมาเขียนต่อ ตอนนี้ผมรู้สึกว่าผมสามารถพิมพ์คีย์บอร์ดโดยไม่ต้องมองแป้นแล้ว ทั้งๆที่ไม่ได้เรียนพิมพ์ดีดมาก่อน ชีวิตผมตอนนี้ก็ทำหลายอย่างเปิดร้านป้ายเล็กๆ รวมถึงก็มีกิจจรรมเล็กๆน้อยคือสะสมพระเครื่อง เพื่อนบางคนก็บอกว่า ผมสะสมพระเพราะว่าเก็งราคาจริงๆ ไม่ใช่ครับอยากเก็บเพราะอยากเก็บ ส่วนเรื่องมูลค่านั้น ก็ปล่อยมันเป็นไปตามความเหมาะสมและความนิยมของรุ่นๆนั้นไป ถามว่าดูเก่งใหม ก็พอดูได้ครับ แต่ไม่ได้ช่ำชองทุกเกจิ ส่วนใหญ่ที่ผมสะสมก็เป็นพระหลวงปู่ทวดนั่นเอง

ย่อนกลับมาเมื่อตอน เขียนว่าด้วยความร่ำรวย 01   ผมเองได้เขียนเกริ่นๆขึ้นมาแล้วว่าความร่ำรวยนั้นมันจะมาหาเราเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม อย่างเพื่อนอย่างได้รถสักคัน แต่มันยังไม่ถึงเวลา แม้ว่าจะได้มามันก็เต็มด้วยความลำบากใจ เหมือนเด็กที่คลอดก่อนกำหนด มักจะเกิดจาก การกู้หนี้ยืมสินเพื่อแลกกับคำว่ามี โดยไม่สนใจว่ารายได้เรานั้นจะพอผ่อนรถคันนี้หรือเปล่า

ดังนั้นการมีทรัพย์สินที่มาพร้อมกับเวลาสมควร พร้อมทั้งมีวุฒิภาวะนั้นผมเองจึงมองว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมที่สุด เราจะรู้ได้ยังไงว่าเมื่อไหร่เราจะรวย อย่างแรกเราต้องมีรายได้ก่อนครับ ถ้ารายได้จากเงินเดือนนี่ค่อนข้างรวยยากครับ เพราะว่ารายรับรายจ่ายมันคงตัวจับบวกลบ แล้วเหลือเงินเป็นยอดสุทธิได้เลย ต่างจากอาชีพอิสระมันจะมีเงินเข้ามาหลายทาง แต่ต้องระวังเพราะว่ามันต้องพึ่งพาตัวเองสูงและใช้สกิลค่อนข้างมากครับ ถ้าเจ๊งก็คือเจ๊งเลย

ก่อนทำอะไรก็ควรวางแผนการตลาดให้ดีครับ ว่าเราจะผลิตสินค้าตัวนี้ให้ใคร แต่ต้องมีไม้เด็ดนะครับว่าเขาต้องซื้อของเราเพราะอะไร หากยังหาเหตุผลไม่ได้ก็เหมือนทำธุรกิจแบบตายดาบหน้าครับ ส่วนใหญ่ที่ผมเจอก็ตายจริงๆครับ พร้อมกับพับโครงการเก็บไว้แล้วหาสมัครงานประจำอีกรอบ  ส่วนธุรกิจที่ผมทำจะเจ๊งไม่ได้ครับ เพราะว่าถ้าเจ๊งมาแล้วกระทบหลายทางครับ ดังนั้นจึงค่อนข้างจริงจังกับมันมากเหมือนกันครับ แต่สไตล์การทำงานก็ยังเหมือนเดิมแบบ ข้ามาคนเดียวเหมือนกัน

ก่อนทำธุรกิจผมเองก็หาหนังสือมาอ่านหลายเล่มเหมือนกัน มีหลายๆเล่มที่ผมชอบถ้ามีโอกาสคงได้มาเขียนให้ได้อ่านกัน ผมอ่านเพื่อที่จะปิดช่องความผิดพลาดที่ยังไม่เห็น เพราะไม่รู้ว่าอะไรอยู่ข้างหน้าบ้าง ถึงตอนนี้ก็พอมองออกบ้างแล้วครับ ว่าจะต่อยอดมันไปยังไง ผมเองต้องหยุดเขียนบล็อกไว้แค่นี้ก่อนเพราะต้องออกไปทำงานแล้วครับ มีโอกาสแล้วพบกันใหม่ครับ

ว่าด้วยเรื่อง ความรวยกับคนรวย ภาค 01

ผมมีร้านประจำที่กินเหล้าว่าง่ายๆ เจ้าของร้านกับผมค่อนข้างสนิทกัน ผมคุยกับเขาได้ทุกเรื่อง รู้หมดว่าเขารวยมาจากอะไร เขารวยมาจากรถเข็นข้างทาง ขายลาบขายก้อย มาเกือบ 30 ปี ผมเองก็เป็นลูกค้าเขาตั้งแต่ยุคแรกๆ จนตอนนี้เขามีตึกให้ 7-11 เช่า เห็นหลายๆคนบอกคนรวยไม่ชอบให้ถามว่าไปทำอะไรถึงรวยมา แต่ผมเองก็ไม่ใส่ใจหรอก เพราะถือว่าสนิทกัน เลยถามได้เรื่อยๆ ประสาคนอยากรวย จริงๆเรื่องที่ผมจะเขียนนี่ยาวมากนะ จนไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน เฟสบุคทำผมสติกแตก เพราะว่าไปเขียนแต่ย่อความมา จนมาเขียนอะไรยาวๆ แล้วมือหงิกไปหมด เพราะคิดว่าคนเราเวลาน้อย ถ้าจะอ่านอะไร อาจจะความอดทนน้อย แต่เอาเป็นว่าผมจะเขียนให้ยาวที่สุดแล้วกัน

ผมเริ่มจากไปตกแต่งให้ร้านเขา แล้วผมก็ทำเต็มที่ เหมือนร้านตัวเอง และผมจ่ายค่าอาหารให้เขามากกว่าค่าจ้างที่เขาจ้างผมเสียอีก ผมได้จากเขามาประมาณ 1 หมื่น แต่รวมๆแล้วผมกินอาหารร้านเขารวมๆ แล้วเป็นแสน ดังนั้นจึงเป็นการตอบแทนที่ผมค่อนข้างขาดทุน แต่เปล่าเลย มันทำให้ผมสามารถคุยกับเขาได้ทุกเรื่อง รวมถึงแม้กระทั่งเรียกเขามาซ่อมไฟที่ร้านที่ก็ยังได้  ผมเองก็คิดเหมือนกัน ถ้าเขาเรียกผมไป ผมก็ต้องไป เรากลายเป็นเพื่อนบ้าน ที่บ้านไม่ติดกัน

ในกรุงเทพฯ คุณจะหามิตรดีๆ ก็ยากเต็มที ยิ่งถ้าได้เจอมิตรที่น่าคบหาก็ควรคบเอาไว้ ผมมีเพื่อนดีๆ อีกหลายคนที่จะเขียนลงในนี้ก็คงไม่หมดแน่นอน ผมกำลังคิดว่าจะแบ่งเรื่องนี้เป็น 2 ตอน หรือว่าจะเขียนลงให้หมดดี เอาเป็นว่าถ้าคุณมีแรงอ่านผมก็มีแรงเขียน

แฟนเขาเรียกผมว่า น้า …  ทั้งที่เขาอายุเยอะกว่าผม เขาบอกผมว่า น้าจอห์น เชื่อไหม ว่าคนเรา ถ้าอายุยังไม่ถึงเกณฐ์รวย ทำยังไงก็ไม่รวย คุณว่าผมจะเชื่อเขาไหม ใจหนึ่งผมเองก็ไม่อยากจะเอาอายุตัวเองไปลุ้นกับอายุที่มากขึ้น เกิดมันไม่รวยผมจะทำยังไง ชีวิตมันจะไม่ผ่านไปอย่างว่างเปล่าอย่างนั้นหรือ มันชั่งเป็นการฝากชีวิตไว้กับโชคชะตาโดยแท้ …..
อีกใจหนึ่งเมื่อมองย้อนกลับไป ชีวิตในวัยหนุ่มผมนั้น หาเงินมาได้เยอะมาก แต่ก็ไม่เคยรวย มีแต่หาได้แล้วก็ใช้จ่ายไป หาได้ใช้จ่ายไปวนอยู่แบบนั้น

คำว่า คนเรา ถ้าอายุยังไม่ถึงเกณฐ์รวย ทำยังไงก็ไม่รวย ในความหมายของเขาน่าจะหมายถึง แม้มีเงินในช่วงวัยรุ่นก็ไม่รู้จักเก็บเงินมากกว่า ได้มาใช้ไป ดังนั้นคำนี้จึงไม่เกินเลย เรื่องราวดำเนินไปไม่เท่าไหร่ ผมเองก็ต้องตัดจบอีกแล้ว เพราะว่าต้องทำงานต่อ เฮ้อ… ไว้พบกันใหม่ครับ

13 ปี REDTOR.COM

ผมเริ่มเขียนบล็อกเมื่อตอนอายุ  25 ปี  ตอนนั้น WordPress ยังไม่เกิดด้วยละมั้ง ภาพที่สามารถอับโหลดได้ตอนนี้ก็ขนาดนิดเดียวผมโหลดเอารูปเก่าๆมาดู เฮร้ย ทำไมมันเล็กขนาดนี้ เพื่อนที่เขียนผมกันก็หายไปหมด สงสัยจะหมดวัยมาเขียนบล็อกให้คนอ่านแล้ว เพราะนี่เข้าสู่ยุค Social แล้ว แต่ถ้าคนที่รู้ทันจะรู้ว่า Social มันไม่ยั่งยืนเหมือนเว็บไซต์ ยิ่งพวกทำแฟนเพจแล้วด้วย ก็ไม่สามารถ
การันตีได้ว่าจะขึ้น Feed มากน้อยเพียงใด คำว่า Feed ฟังแล้วแก่เหมือนกันนะ เหมือนคนเขียน Rss ก็เสียชีวิตไปแล้ว โลกยังหมุนเหมือนเดิม เพียงแต่โลกทุกวันนี้มันหมุนเร็วเท่าตัว

เรื่องราวของการเดินทางมันมากพอๆ กับการอับเดทของข่าวมาทุกวัน มีทั้งความทุกข์ และความสุข ทั้งเพื่อนใหม่ สังคมใหม่ การค้นหายังไม่จบ ตราบที่ยังมีลมหาย แม้มันจะเป็นลมหายใจของคนกลางคน พร้อมกับบทความที่ทักทายเพื่อนเก่า ที่โตมาด้วยกัน หลายๆคนก็ต่างแยกย้าย เพื่อหาทางที่ดีที่สุด จนถึงวันนี้ก็ไม่ได้ถามว่าเป็นอย่างไร สำหรับ Redtor แล้วมันเป็นมากกว่า บล็อกที่เขียนขึ้นชั่วคราว แต่มันยังบันทึกความทรงใจผมไว้ด้วย ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจว่ามันจะยังคงอยู่เสมอ จนถึงวันนี้ถ้าถามผมว่าผมเจอทางของผมหรือยัง ผมก็คงบอกว่าผมเจอแล้ว

ดูเหมือนความคิดผมไล่เรียงสับสนนะ แต่จริงมันมีรายละเอียดที่มากกกว่าเดิม เกินกว่าที่จะเขียนไว้ตรงนี้ อาจจะเป็นที่ขนาดความคิดที่มันลึกขึ้นโตขึ้น แล้วมองมาจากมุมอื่น และสังคมอื่นหากมีคนถามว่าปัจจุบันผมทำอะไรอยู่ก็ขอยังไม่ตอบนะครับ มีแต่เพื่อนใน Facebook เท่านั้นที่รู้ ซึ่งล้วนเป็นเพื่อนที่รู้จักกันมานาน ผมอาจจะค่อนข้างเก็บตัวและมีเพื่อนน้อย เพราะถึงจุดหนึ่งเราเอง ก็ต้องการสามารถ และคุยเท่าที่คุย เขียนเท่าที่จำเป็น เอาเป็นว่าผมจะเข้ามาเขียนบล็อกให้มากกว่าเดิมครับ เพราะเขียนเท่านี้นิ้วมือมันยังแข็งอยู่ คิดถึงเสมอครับ

 

10 ปี REDTOR.COM

www.redtor.com เรดเตอร์
จดโดเมน เมื่อ 5 สิงหาคม 2005 ตอนนี้ก็ 10 ปีกว่าแล้ว ถ้าเป็นวัยรุ่นเกิดป่านนี้ก็น่าจะอยู่วัยที่กำลังซนผมฝากข้อความสั้นๆ มาทักทาย เพราะรู้ว่าหมดสมัยที่จะเขียนคอมเมนท์ตอบกันไปมาแล้ว
ว่าขอให้เรามุ่งมั่นที่จะก้าวเดินไป หมั่นหาความรู้… ไม่มีอะไรเกินความสามารถของเรา

img0104a